รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า แนวโน้มสินเชื่อในช่วงครึ่ง
ปีหลัง 52มีทิศทางดีขึ้น รวมทั้งเศรษฐกิจมีสัญญาณที่มีเสถียรภาพมากขึ้น จะส่งผลให้ความต้องการสินเชื่อในครึ่งปีหลังดีขึ้นด้วย โดยเฉพาะสินเชื่อประเภทเงินทุนหมุนเวียน และการชะลอตัวของความต้องการสินเชื่อในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา พบว่าสินเชื่อทั้งระบบหดตัวลงร้อยละ 3.68 เมื่อเทียบ
กับเดือน ธ.ค.51 หรือคิดเป็นมูลค่า 2.12 แสนล้านบาท สำหรับนโยบายกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อของรัฐบาลในโครงการ FastTrack จะช่วยกระตุ้นความต้องการสินเชื่อของผู้ประกอบการได้นั้น จะต้องดูความต้องการสินเชื่อในระบบเป็นหลัก ซึ่งหากทางรัฐบาลอัดฉีดเม็ดเงินลงไปแต่ไม่สอดคล้อง
กับความต้องการดังกล่าว ก็จะไม่เกิดประโยชน์
สศค. วิเคราะห์ว่า สินเชื่อ Fast Track ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนปฎิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 จะช่วยเร่งการอนุมัติสินเชื่อให้บรรลุเป้าหมายการอนุมัติสินเชื่อใหม่ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 7 แห่ง
เพิ่มขึ้นจากเป้าเดิม 301,500 ล้านบาท ตามมติของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 52 เพื่อทดแทนการอนุมัติสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่ลดลง โดยออก 14 มาตรการเพื่อช่วยเหลือทางด้านการเงินแก่ประชาชนฐานรากและผู้ประกอบการ SMEs ในภาคการเกษตร ท่องเที่ยว ส่งออกและอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ วงเงินสินเชื่อปี 52 มีประมาณ 927,000 ล้านบาท หากการเบิกจ่ายตรงตามเป้าที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 80 โดยประชาชนและผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อจะส่งผลให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ปรับตัวดีขึ้นในช่วงปลายปีและอาจส่งผลไปถึงปี 53 ต่อไป
คำถาม...
1.แนวโน้มสินเชื่อในช่วงครึ่งปีหลัง 52จะเป็นอย่างไร ?
2.โครงการ FastTrack มีขึ้นเพื่อ ?
3.ถ้าประชาชนและผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อจะส่งผลให้ ?
นส.ญาศินี ศรีฟ้า 5001103137
>
วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552
วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2552
จับตาดูนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ญี่ปุ่น
นักวิเคราะห์คาด ธนาคารกลางของญี่ปุ่นอาจจะต้องเปลี่ยนนโยบายทางการเงินใหม่ ตอบสนองเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่คาดว่าจะลดลง แต่ให้ความสนใจและความสำคัญ กับเศรษฐกิจของเอเชียเพิ่มขึ้นแทน
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของญี่ปุ่น ซึ่งกลายเป็นการเปลี่ยนขั้วอำนาจครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองของ ญี่ปุ่น โดยฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปไตย (ดีพีเจ) ภายใต้การนำของ นายยูคิโอะ ฮาโตยามา หัวหน้าพรรค สามารถโค่นล้ม พรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ที่ปกครองประเทศมายาวนานถึง 50 ปีได้ โดยได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานั้น ได้รับการขานรับจากบรรดาผู้นำประเทศทั่วเอเชีย ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ฮาโตยามา ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่วัย 62 ปี ของญี่ปุ่นคนนี้ อาจจะเข้ามาปรับเปลี่ยนนโนบายต่างประเทศอันเกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจที่จะลด การให้ความสำคัญกับสหรัฐฯลง และพุ่งเป้ามาให้ความสำคัญกับเอเชียมากยิ่งขึ้นแทน
นักวิเคราะห์ยัง คาดการณ์ด้วยว่า แนวคิดของรัฐบาลใหม่อาจกดดันให้ ธนาคารกลางของญี่ปุ่น (บีโอเจ) ต้องปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินใหม่ จากที่ทำให้ประชาชนต้องขาดรายได้จากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำมากไปสู่การ ปรับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างเงินฝากกับเงินกู้เพิ่มมากขึ้นกระนั้นก็ ตาม หลายฝ่ายยังมองว่า บีโอเจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำที่ระดับ 0.1% ต่อไป เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2554
หนังสือ พิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ตีพิมพ์บทความว่า นายฮาโตยามา ได้วิจารณ์ระบอบทุนนิยม และตลาดเสรีของสหรัฐฯว่าปราศจากซึ่งศีลธรรม และความพอเพียงทั้งยังเป็นภัยต่อชีวิตของผู้คนในโลกด้วย เขายังระบุด้วยว่า คำถามสำคัญของญี่ปุ่นอยู่ตรงที่ว่า ญี่ปุ่นจะสามารถรักษาความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการปกป้องผล ประโยชน์ของชาติอย่างไร เมื่อต้องติดอยู่ตรงกลางระหว่างสหรัฐฯที่กำลังดิ้นรนเพื่อรักษาสถานะของความ เป็นประเทศมหาอำนาจของโลกไว้ กับจีนซึ่งกำลังมองหาลู่ทางต่างๆเพื่อก้าวหน้าขึ้นเป็นมหาอำนาจรายใหม่
กระทรวง การค้าและอุตสาหกรรม ของญี่ปุ่น รายงานด้วยว่า ผลผลิตอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นในเดือน ก.ค.เพิ่มขึ้น 1.9% เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ทั้งยังคาดว่า จะเพิ่มขึ้นอีก 2.4% ในเดือน ส.ค. และ 3.2% ในเดือน ก.ย. อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบค่าจ้างเฉลี่ยรายเดือนสำหรับแรงงานทั่วไป กลับร่วงลง 4.8%และยอดค้าปลีกร่วงลงอีก 2.5% ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดบ่งชี้ว่า หนทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังต้องเผชิญความยากลำบากต่อไป ในขณะที่กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.ค. ของเกาหลีใต้ เพิ่มขึ้นถึง 7% โดยเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 10 เดือน ถือเป็นสัญญาณและความหวังของการฟื้นตัวครั้งแรกของเศรษฐกิจเกาหลีใต้
ข้อมูล การฟื้นตัวของกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมในเกาหลีใต้ดังกล่าว นายยุน จอง ฮุน รมว.คลัง ของเกาหลีใต้ ออกมาเรียกร้องให้ผู้นำประเทศต่างๆ ร่วมมือกันกำหนดกรอบระยะเวลาในการยกเลิกการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง ค่อยเป็นค่อยไปตามภาวการณ์ที่แต่ละประเทศเผชิญ ทั้งนี้ เพื่อมิให้การยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกลายเป็นการขัดขวางกระบวนการฟื้น ตัวของเศรษฐกิจโลก และบั่นทอนเสถียรภาพในตลาดเงินนั่นเอง
ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์
คำถาม
1.สาเหตุของการเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจของญี่ปุ่นคือ?
2.ถ้ารัฐบาลญี่ปุ่นเปลี่ยนนโยบาลเศรษฐกิจจะมีผลกระทบกับใครบ้าง?
3.หัวหน้ารัฐบาลญี่ปุ่นคนปัจจุบันคือใคร?
จัดทำโดย
น.ส. อัญชลี พึ่งโพธิ์ทอง 5001103128 c2/1
นักวิเคราะห์คาด ธนาคารกลางของญี่ปุ่นอาจจะต้องเปลี่ยนนโยบายทางการเงินใหม่ ตอบสนองเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่คาดว่าจะลดลง แต่ให้ความสนใจและความสำคัญ กับเศรษฐกิจของเอเชียเพิ่มขึ้นแทน
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของญี่ปุ่น ซึ่งกลายเป็นการเปลี่ยนขั้วอำนาจครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองของ ญี่ปุ่น โดยฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปไตย (ดีพีเจ) ภายใต้การนำของ นายยูคิโอะ ฮาโตยามา หัวหน้าพรรค สามารถโค่นล้ม พรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ที่ปกครองประเทศมายาวนานถึง 50 ปีได้ โดยได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานั้น ได้รับการขานรับจากบรรดาผู้นำประเทศทั่วเอเชีย ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ฮาโตยามา ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่วัย 62 ปี ของญี่ปุ่นคนนี้ อาจจะเข้ามาปรับเปลี่ยนนโนบายต่างประเทศอันเกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจที่จะลด การให้ความสำคัญกับสหรัฐฯลง และพุ่งเป้ามาให้ความสำคัญกับเอเชียมากยิ่งขึ้นแทน
นักวิเคราะห์ยัง คาดการณ์ด้วยว่า แนวคิดของรัฐบาลใหม่อาจกดดันให้ ธนาคารกลางของญี่ปุ่น (บีโอเจ) ต้องปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินใหม่ จากที่ทำให้ประชาชนต้องขาดรายได้จากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำมากไปสู่การ ปรับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างเงินฝากกับเงินกู้เพิ่มมากขึ้นกระนั้นก็ ตาม หลายฝ่ายยังมองว่า บีโอเจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำที่ระดับ 0.1% ต่อไป เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2554
หนังสือ พิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ตีพิมพ์บทความว่า นายฮาโตยามา ได้วิจารณ์ระบอบทุนนิยม และตลาดเสรีของสหรัฐฯว่าปราศจากซึ่งศีลธรรม และความพอเพียงทั้งยังเป็นภัยต่อชีวิตของผู้คนในโลกด้วย เขายังระบุด้วยว่า คำถามสำคัญของญี่ปุ่นอยู่ตรงที่ว่า ญี่ปุ่นจะสามารถรักษาความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการปกป้องผล ประโยชน์ของชาติอย่างไร เมื่อต้องติดอยู่ตรงกลางระหว่างสหรัฐฯที่กำลังดิ้นรนเพื่อรักษาสถานะของความ เป็นประเทศมหาอำนาจของโลกไว้ กับจีนซึ่งกำลังมองหาลู่ทางต่างๆเพื่อก้าวหน้าขึ้นเป็นมหาอำนาจรายใหม่
กระทรวง การค้าและอุตสาหกรรม ของญี่ปุ่น รายงานด้วยว่า ผลผลิตอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นในเดือน ก.ค.เพิ่มขึ้น 1.9% เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ทั้งยังคาดว่า จะเพิ่มขึ้นอีก 2.4% ในเดือน ส.ค. และ 3.2% ในเดือน ก.ย. อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบค่าจ้างเฉลี่ยรายเดือนสำหรับแรงงานทั่วไป กลับร่วงลง 4.8%และยอดค้าปลีกร่วงลงอีก 2.5% ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดบ่งชี้ว่า หนทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังต้องเผชิญความยากลำบากต่อไป ในขณะที่กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.ค. ของเกาหลีใต้ เพิ่มขึ้นถึง 7% โดยเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 10 เดือน ถือเป็นสัญญาณและความหวังของการฟื้นตัวครั้งแรกของเศรษฐกิจเกาหลีใต้
ข้อมูล การฟื้นตัวของกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมในเกาหลีใต้ดังกล่าว นายยุน จอง ฮุน รมว.คลัง ของเกาหลีใต้ ออกมาเรียกร้องให้ผู้นำประเทศต่างๆ ร่วมมือกันกำหนดกรอบระยะเวลาในการยกเลิกการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง ค่อยเป็นค่อยไปตามภาวการณ์ที่แต่ละประเทศเผชิญ ทั้งนี้ เพื่อมิให้การยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกลายเป็นการขัดขวางกระบวนการฟื้น ตัวของเศรษฐกิจโลก และบั่นทอนเสถียรภาพในตลาดเงินนั่นเอง
ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์
คำถาม
1.สาเหตุของการเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจของญี่ปุ่นคือ?
2.ถ้ารัฐบาลญี่ปุ่นเปลี่ยนนโยบาลเศรษฐกิจจะมีผลกระทบกับใครบ้าง?
3.หัวหน้ารัฐบาลญี่ปุ่นคนปัจจุบันคือใคร?
จัดทำโดย
น.ส. อัญชลี พึ่งโพธิ์ทอง 5001103128 c2/1
วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2552
PTT เตรียมเปิดตัว Energy Complex พ.ย.นี้ จ้าง MFEC วางระบบ ICT 240 ลบ.
นางสาวปสุตา กลีบทับทิม 5001203037
นายไชยเจริญ อติแพทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีทีที โซลูชั่นส์ จำกัด (PTT ICT) ในเครือบมจ. ปตท.(PTT) เปิดเผยว่า บริษัทจะเปิดตัวโครงการ "Energy Complex" ซึ่งเป็นตึกอัจฉริยะประหยัดพลังงานของกลุ่ม ปตท. อย่างเป็นทางการในเดือน พ.ย.นี้ ซึ่งมีการบริหารจัดการระบบทั้งหมดโดย บริษัท พีทีที โซลูชั่นส์ จำกัด
โครงการ Energy Complex ถูกออกแบบภายใต้แนวคิดของการผสมผสานนวัตกรรมของอาคารอนุรักษ์พลังงาน (Green Building) และอาคารอัจฉริยะ (Intelligent Building) ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT: Information & Communication Technology) อันทันสมัย มุ่งเน้นประโยชน์ใช้สอยผสานกับการอนุรักษ์พลังงานและไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำเย็นที่ใช้ในระบบควบคุมอากาศจากโรงไฟฟ้าพลังงานร่วม (Combined Heat and Power: CHP) ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง เป็น Primary Source
นายไชยเจริญ กล่าวต่อว่า ในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา PTT ICT ได้ลงนามสัญญาเช่าใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการบริการ ICT ในศูนย์ "Energy Complex" กับ บมจ. เอ็ม เอฟ อี ซี (MFEC) มูลค่า 240 ล้านบาท เพื่อวางระบบสายสัญญาณไฟเบอร์ ออฟติค และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการบริการ ICT ในโครงการ "PTT ICT-EnCo"
ทางด้านนายศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ MFEC กล่าวว่า แผนการดำเนินธุรกิจในปีนี้ MFEC ยังมีการขยายงานไปสู่สายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องมากขึ้น เพื่อให้เหมาะกับสภาพเศรษฐกิจ และความเปลี่ยนแปลงด้านความต้องการลูกค้า อาทิ การบริหารจัดการและบริการ Network Operation Center แบบครบวงจร (Managed Service) เพิ่มเติมจากการพัฒนา Content และ Application สำหรับอุปกรณ์ไร้สาย
นอกจากนี้ MFEC เองยังมีการนำเอาเทคโนโลยีด้าน IP Telephony ผนวกกับเทคโนโลยี Text to Speech ซึ่งเป็นระบบสั่งงานอุปกรณ์ด้วยเสียงพูดภาษาไทยแบบธรรมชาติ (Natural Language) นอกเหนือจากการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายไร้สาย ควบคู่กับการทำตลาด IP Telephony เพื่อช่วยให้ลูกค้าโยกย้ายระบบคอมพิวเตอร์ และเปิดสำนักงานใหม่ๆ ได้ทั่วประเทศด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำ ด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายของบริษัท ครอบคลุมในกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม ธุรกิจธนาคาร และสถาบันการเงิน รวมถึงอุตสาหกรรมการผลิต จึงทำให้เชื่อว่า MFEC จะเป็นบริษัทผู้ให้บริการด้านไอที ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบวงจร
ที่มา http://www.ryt9.com/s/iq05/641035/
คำถาม
1.โครงการ Energy Complex ถูกออกแบบภายใต้แนวคิดของอะไร?
2.นอกจากนี้ MFEC เองยังมีการนำเอาเทคโนโลยีด้าน IP Telephony ผนวกกับเทคโนโลยีอะไร?
3.บริษัทจะเปิดตัวโครงการ ชื่อว่าอะไร?
นายไชยเจริญ อติแพทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีทีที โซลูชั่นส์ จำกัด (PTT ICT) ในเครือบมจ. ปตท.(PTT) เปิดเผยว่า บริษัทจะเปิดตัวโครงการ "Energy Complex" ซึ่งเป็นตึกอัจฉริยะประหยัดพลังงานของกลุ่ม ปตท. อย่างเป็นทางการในเดือน พ.ย.นี้ ซึ่งมีการบริหารจัดการระบบทั้งหมดโดย บริษัท พีทีที โซลูชั่นส์ จำกัด
โครงการ Energy Complex ถูกออกแบบภายใต้แนวคิดของการผสมผสานนวัตกรรมของอาคารอนุรักษ์พลังงาน (Green Building) และอาคารอัจฉริยะ (Intelligent Building) ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT: Information & Communication Technology) อันทันสมัย มุ่งเน้นประโยชน์ใช้สอยผสานกับการอนุรักษ์พลังงานและไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำเย็นที่ใช้ในระบบควบคุมอากาศจากโรงไฟฟ้าพลังงานร่วม (Combined Heat and Power: CHP) ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง เป็น Primary Source
นายไชยเจริญ กล่าวต่อว่า ในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา PTT ICT ได้ลงนามสัญญาเช่าใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการบริการ ICT ในศูนย์ "Energy Complex" กับ บมจ. เอ็ม เอฟ อี ซี (MFEC) มูลค่า 240 ล้านบาท เพื่อวางระบบสายสัญญาณไฟเบอร์ ออฟติค และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการบริการ ICT ในโครงการ "PTT ICT-EnCo"
ทางด้านนายศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ MFEC กล่าวว่า แผนการดำเนินธุรกิจในปีนี้ MFEC ยังมีการขยายงานไปสู่สายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องมากขึ้น เพื่อให้เหมาะกับสภาพเศรษฐกิจ และความเปลี่ยนแปลงด้านความต้องการลูกค้า อาทิ การบริหารจัดการและบริการ Network Operation Center แบบครบวงจร (Managed Service) เพิ่มเติมจากการพัฒนา Content และ Application สำหรับอุปกรณ์ไร้สาย
นอกจากนี้ MFEC เองยังมีการนำเอาเทคโนโลยีด้าน IP Telephony ผนวกกับเทคโนโลยี Text to Speech ซึ่งเป็นระบบสั่งงานอุปกรณ์ด้วยเสียงพูดภาษาไทยแบบธรรมชาติ (Natural Language) นอกเหนือจากการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายไร้สาย ควบคู่กับการทำตลาด IP Telephony เพื่อช่วยให้ลูกค้าโยกย้ายระบบคอมพิวเตอร์ และเปิดสำนักงานใหม่ๆ ได้ทั่วประเทศด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำ ด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายของบริษัท ครอบคลุมในกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม ธุรกิจธนาคาร และสถาบันการเงิน รวมถึงอุตสาหกรรมการผลิต จึงทำให้เชื่อว่า MFEC จะเป็นบริษัทผู้ให้บริการด้านไอที ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบวงจร
ที่มา http://www.ryt9.com/s/iq05/641035/
คำถาม
1.โครงการ Energy Complex ถูกออกแบบภายใต้แนวคิดของอะไร?
2.นอกจากนี้ MFEC เองยังมีการนำเอาเทคโนโลยีด้าน IP Telephony ผนวกกับเทคโนโลยีอะไร?
3.บริษัทจะเปิดตัวโครงการ ชื่อว่าอะไร?
วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2552
เอดีบี เล็งปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) --
ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) เตรียมปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออก ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจเอเชียซึ่งจะเผยแพร่ในวันที่ 22 กันยายนนี้ หลังเศรษฐกิจในภูมิภาคฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกเร็วเกินคาด โดยได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจจีนที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง
เล่ยเล่ย ซ่ง นักเศรษฐศาสตร์จากเอดีบี กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เอดีบีคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกจะขยายตัวเพียง 3% ในปีนี้ แต่ตอนนี้ทางธนาคารมีมุมมองในแง่บวกมากขึ้นกว่าเมื่อเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ทางธนาคารตีพิมพ์รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจเอเชียครั้งก่อน
"เศรษฐกิจเอเชียตะวันออกพัฒนาขึ้นนับตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 เป็นต้นมา" เขากล่าว "ประเทศเศรษฐกิจใหม่ในเอเชียตะวันออกกำลังฟื้นตัว"
อย่างไรก็ตาม เอดีบีมีแนวโน้มปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของอีกหลายประเทศรวมถึงสิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง มาเลเซีย และ ฟิลิปปินส์ เนื่องจากผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกมีมากเกินคาด
ถึงกระนั้นตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ของประเทศในเอเชียตะวันออกก็ส่งสัญญาณว่ามีการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะจีนซึ่งเศรษฐกิจขยายตัวเกินคาดถึง 7.9% หรือเกือบแตะ 8% ซึ่งเป็นเป้าของทั้งปีที่ทางรัฐบาลจีนตั้งไว้ ในขณะที่ประเทศอุตสาหกรรมใหม่อย่างสิงคโปร์ ฮ่องกง และไต้หวัน ก็มีดัชนีภาคการผลิตเพิ่มขึ้นเกิน 50 จุดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าภาคการผลิตเริ่มฟื้นตัวแล้ว
อย่างไรก็ตาม จอง วา ลี นักเศรษฐศาสตร์จากเอดีบีก็เตือนว่าไม่ให้คาดหวังว่าเศรษฐกิจเอเชียจะขยายตัวถึง 8% ในเร็ววันนี้ เนื่องจากอุปสงค์จากนอกภูมิภาคยังคงซบเซา
ทั้งนี้ รายงานการติดตามภาวะเศรษฐกิจในเอเชีย คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัว 3% ในปีนี้, ยุโรปหดตัว 4.3% และญี่ปุ่นร่วง 5.8% ก่อนที่จะกลับมาขยายตัวอีกครั้งในปีหน้า
คำถาม
1.เศรษฐกิจโลกคาดว่าจะฟื้นตัวเมื่อไหร่?
2.เอดีบีมีแนวโน้มปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจ เนื่องจาก?
3.ประเทศมีผลกระทบหรือไม่?
จัดทำโดย น.ส.ธัญลักษณ์ ถาวรสุข 5001103161 C2/1
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) --
ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) เตรียมปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออก ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจเอเชียซึ่งจะเผยแพร่ในวันที่ 22 กันยายนนี้ หลังเศรษฐกิจในภูมิภาคฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกเร็วเกินคาด โดยได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจจีนที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง
เล่ยเล่ย ซ่ง นักเศรษฐศาสตร์จากเอดีบี กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เอดีบีคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกจะขยายตัวเพียง 3% ในปีนี้ แต่ตอนนี้ทางธนาคารมีมุมมองในแง่บวกมากขึ้นกว่าเมื่อเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ทางธนาคารตีพิมพ์รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจเอเชียครั้งก่อน
"เศรษฐกิจเอเชียตะวันออกพัฒนาขึ้นนับตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 เป็นต้นมา" เขากล่าว "ประเทศเศรษฐกิจใหม่ในเอเชียตะวันออกกำลังฟื้นตัว"
อย่างไรก็ตาม เอดีบีมีแนวโน้มปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของอีกหลายประเทศรวมถึงสิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง มาเลเซีย และ ฟิลิปปินส์ เนื่องจากผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกมีมากเกินคาด
ถึงกระนั้นตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ของประเทศในเอเชียตะวันออกก็ส่งสัญญาณว่ามีการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะจีนซึ่งเศรษฐกิจขยายตัวเกินคาดถึง 7.9% หรือเกือบแตะ 8% ซึ่งเป็นเป้าของทั้งปีที่ทางรัฐบาลจีนตั้งไว้ ในขณะที่ประเทศอุตสาหกรรมใหม่อย่างสิงคโปร์ ฮ่องกง และไต้หวัน ก็มีดัชนีภาคการผลิตเพิ่มขึ้นเกิน 50 จุดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าภาคการผลิตเริ่มฟื้นตัวแล้ว
อย่างไรก็ตาม จอง วา ลี นักเศรษฐศาสตร์จากเอดีบีก็เตือนว่าไม่ให้คาดหวังว่าเศรษฐกิจเอเชียจะขยายตัวถึง 8% ในเร็ววันนี้ เนื่องจากอุปสงค์จากนอกภูมิภาคยังคงซบเซา
ทั้งนี้ รายงานการติดตามภาวะเศรษฐกิจในเอเชีย คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัว 3% ในปีนี้, ยุโรปหดตัว 4.3% และญี่ปุ่นร่วง 5.8% ก่อนที่จะกลับมาขยายตัวอีกครั้งในปีหน้า
คำถาม
1.เศรษฐกิจโลกคาดว่าจะฟื้นตัวเมื่อไหร่?
2.เอดีบีมีแนวโน้มปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจ เนื่องจาก?
3.ประเทศมีผลกระทบหรือไม่?
จัดทำโดย น.ส.ธัญลักษณ์ ถาวรสุข 5001103161 C2/1
วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ประธานบอร์ดธปท.หนุนสะสมทุนสำรองระดับสูง ดันบาทอ่อน-อุ้มส่งออก

ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)
กล่าวว่า ธปท.ควรสะสมระดับทุนสำรองระหว่างประเทศให้มีระดับสูงขึ้นจากปัจจุบัน
เพื่อกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสหรัฐ ซึ่งเป็นผลดีต่อภาคการส่งออก
และต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการบริโภคในประเทศ
มีข้อจำกัดระดับหนึ่ง แต่การขยายการส่งออกยังสามารถที่จะทำได้อีกมาก
ม.ร.ว.จัตุมงคล กล่าวด้วยว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้ดีต้องอาศัยภาคการส่งออก
เนื่องจาก 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม
ภายของประเทศ(จีดีพี) สัดส่วน60%
มาจากภาคการส่งออกโดยเฉพาะการส่งออก
ไปยังสหรัฐอเมริกา มีขนาดการบริโภคระดับสูง
ซึ่งขณะนี้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มฟื้นตัวขึ้น
โดยเฉพาะภาคการบริโภคอานิสงส์จากรัฐบาล
สหรัฐ อัดฉีดสภาคล่องเข้าสู่ระบบ
คำถาม
1.เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้ดีต้องอาศัยวิธีการใด ?
2.ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงส่งผลอย่างไรแกประเทศไทย ?
3.ภาคการส่งออกเน้นการส่งออกไปยังประเทศใด ?
น.ส.ญาศินี ศรีฟ้า 5001103137
วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ปลัดคลังหนุนรัฐวิสาหกิจ-ภาคธุรกิจ คืนกำไรสู่สังคม-พัฒนาคุณภาพชีวิตทีดีขึ้น

ปลัดคลังหนุนรัฐวิสาหกิจ-ภาคธุรกิจ คืนกำไรสู่สังคม-พัฒนาคุณภาพชีวิตทีดีขึ้น
นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวในงานสัมมนา “ทำไมธุรกิจใหญ่ต้องคืนกำไรให้สังคม” ว่า เพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจโดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจและภาคธุรกิจรับผิดชอบต่อสังคม ในส่วนของกระทรวงการคลังได้สนับสนุนแนวทางรับผิดชอบต่อสังคม (ซีเอสอาร์) ด้วยการจัดประกวดรางวัลซีเอสอาร์ให้กับรัฐวิสาหกิจในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อดูแลสังคม รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น เพราะแนวคิดจัดทำซีเอสอาร์ เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ที่รัฐวิสาหกิจและภาคธุรกิจควรให้ความสำคัญ ในส่วนของกระทรวงการคลังพร้อมสนับสนุนแนวทางดังกล่าว ซึ่งที่ผ่านมาทุกรัฐวิสาหกิจดำเนินกิจกรรมดังกล่าวมาอย่างจริงจัง เพื่อเป็นการช่วยเหลือเชิงสังคม
ด้านนายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์และพัฒนาองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปตท.ดำเนินโครงการซีเอสอาร์อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นหน้าที่หลักในการจัดหาพลังงานให้กับทุกภาคส่วนในประเทศ โดยเฉพาะทรัพยากรพลังงานในประเทศซึ่งมีไม่เพียงพอ จึงต้องออกไปหาพลังงานจา
ด้านนายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์และพัฒนาองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปตท.ดำเนินโครงการซีเอสอาร์อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นหน้าที่หลักในการจัดหาพลังงานให้กับทุกภาคส่วนในประเทศ โดยเฉพาะทรัพยากรพลังงานในประเทศซึ่งมีไม่เพียงพอ จึงต้องออกไปหาพลังงานจา
กต่างประเทศมาช่วยเหลือเพิ่มเติม
ซีเอสอาร์จึงเป็นแผนงานสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจหลักด้านพลังงาน โดยเฉพาะการจัดหาพลังงานทดแทนในช่วงแนวโน้มราคาน้ำมันแพง เช่น การจัดหาก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) น้ำมันดีเซลบี 2 และบี 5 เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชน รวมถึงการยกเลิกการจำหน่ายน้ำมันเบนซิน 95 เพื่อหันมาจำหน่ายแก๊สโซฮอล์อย่างเดียว เพื่อตอกย้ำว่าแก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 ไม่มีผลกระทบต่อเครื่องยนต์แม้จะนำมาใช้แทนน้ำมันเบนซิน โดยแนวทางเหล่านี้เป็นการช่วยเหลือภาคสังคมนอกจากการแสวงหากำไรเพียงอย่างเดียว
ซีเอสอาร์จึงเป็นแผนงานสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจหลักด้านพลังงาน โดยเฉพาะการจัดหาพลังงานทดแทนในช่วงแนวโน้มราคาน้ำมันแพง เช่น การจัดหาก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) น้ำมันดีเซลบี 2 และบี 5 เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชน รวมถึงการยกเลิกการจำหน่ายน้ำมันเบนซิน 95 เพื่อหันมาจำหน่ายแก๊สโซฮอล์อย่างเดียว เพื่อตอกย้ำว่าแก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 ไม่มีผลกระทบต่อเครื่องยนต์แม้จะนำมาใช้แทนน้ำมันเบนซิน โดยแนวทางเหล่านี้เป็นการช่วยเหลือภาคสังคมนอกจากการแสวงหากำไรเพียงอย่างเดียว
วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ธุรกิจแนะรัฐไม่เล่นตาม 'ฮิลลารี'ป้องค้าไทย-พม่า
จากการที่นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา เรียกร้องให้สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(อาเซียน) พิจารณาขับพม่าออกจากการเป็นสมาชิกภาพอาเซียน หากรัฐบาลพม่ายังไม่ปล่อยตัวนางอองซาน ซูจี ในระหว่างการเดินทางมาร่วมประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศอาเซียนและประเทศคู่เจรจา(จีน-เกาหลี-ญี่ปุ่น) หรือ อาเซียน+3 และการประชุมว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก(เออาร์เอฟ)ครั้งที่ 16 ระหว่างวันที่ 19-23 กรกฎาคม 2552 ที่จังหวัดภูเก็ต และในโอกาสเดียวกันได้เชิญแพทย์หญิงซินเทีย หม่อง แพทย์ชาวกะเหรี่ยงสัญชาติพม่า ซึ่งได้รับรางวัลแมกไซไซ ด้านสิทธิมนุษยชนเข้าพบ ซึ่งสร้างความกังวลแก่พ่อค้า นักธุรกิจไทยที่ทำการค้ากับพม่าว่า อาจส่งผลกระทบด้านความสัมพันธ์และการค้าไทยกับพม่าได้
ต่อเรื่องนี้นายชัยยุทธ เสณีตันติกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตาก กล่าวถึงกรณีที่นางฮิลลารี คลินตัน ได้เชิญแพทย์หญิงซินเทีย ไปพบที่จังหวัดภูเก็ตว่า เป็นเรื่องการเมืองที่สหรัฐฯต้องการแสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯไม่เห็นด้วยกับพม่าที่กำลังละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งย่อมมีผลกระทบกับการค้าชายแดนและการทำธุรกิจชายแดนระหว่างไทย-พม่าบ้าง และเป็นเชิงจิตวิทยาในการกดดันพม่าอย่างหนึ่ง และเชื่อว่าการค้าชายแดนระหว่างรัฐบาลพม่ากับเอกชนไทยตัวเลขจะลดลงเพราะฝ่ายรัฐบาลพม่าจะชะลอการซื้อสินค้าจากนักธุรกิจไทย สำหรับการค้าระหว่างเอกชนกับเอกชนน่าจะปกติตัวเลขคงเดิม
"การเดินทางมาเยือนเมืองไทยของนางฮิลลารี จะมีผลดีกับไทยด้านความเชื่อมั่นจากกลุ่มประเทศอาเซียนและจากต่างประเทศ เพราะแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯสนับสนุนแนวทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของไทย เนื่องจากกว่า 8 ปีที่ผ่านมาอเมริกาไม่เคยส่งผู้นำระดับสูงมาเมืองไทย"ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตากกล่าว
นายกฤษณะ เอี่ยมวงศ์นที ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดระนองและรองประธานสภาอุตสาหกรรมภาคใต้ กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า จะทำให้ผู้ประกอบการชายแดนไทย-พม่าไม่ค่อยสบายใจ เพราะเกรงว่าจะทำให้พม่าไม่พอใจท่าทีของไทย
"ประเทศไทยเรายังมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน การดำเนินการในระดับนโยบายของเราดูจะสวนทางกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน ดังนั้นจึงฝากถึงรัฐบาลให้วางตัวที่เหมาะสม เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเชื่อแน่ว่า จะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการค้าชายแดน รวมถึงกิจการประมง และการเข้าไปลงทุนในประเทศพม่าอย่างแน่นอน"
ด้านนายดำรง ขจรมาศบุษป์ ผู้ประกอบการค้าชายแดนไทย-พม่า ด้านจังหวัดระนอง กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ช่วงที่นายกรัฐมนตรีพูดพาดพิงถึงประเทศพม่า ส่งผลให้พม่าเกิดความไม่พอใจ และมีปฏิกิริยาออกมาอย่างเงียบๆ ซึ่งผู้ประกอบการค้าชายแดนต่างรู้ดี โดยเฉพาะการทำธุรกรรมต่างๆ ที่เกิดปัญหากว่า 2 เดือน ก่อนที่ท่าทีความไม่พอใจของรัฐบาลพม่าจะเริ่มผ่อนคลายลง
"บรรยากาศการค้าระหว่างไทยกับพม่าถือว่าอยู่ในขั้นที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง แต่การวางตัวของรัฐบาลไทยก่อนหน้านี้ ทำให้เกิดปัญหาพอสมควร ส่วนการเดินทางมาของนางฮิลลารี เชื่อว่าในเบื้องต้นไม่น่าจะมีปัญหา อยากให้ศึกษาบทบาทจีนและอินเดีย ที่ดูจะวางตัวได้เหมาะสม เราอย่ายึดติดอยู่กับอเมริกาหรือชาติตะวันตกเป็นสำคัญ เพราะประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งจะต้องรักษาสัมพันธภาพที่ดีไว้"นายดำรงกล่าว
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อาเซียนออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนไปแล้ว และกำลังติดตามสถานการณ์ต่อไป การที่นางฮิลลารีออกมาพูดดังกล่าว น่าจะพูดภาพกว้างมากกว่า และสะท้อนความรู้สึกของสหรัฐฯ ขณะนี้ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะขับพม่าออกจากการเป็นสมาชิกอาเซียน
อนึ่งสำหรับตัวเลขการค้าชายแดนไทย-พม่าด้านจังหวัดระนอง-เกาะสองในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ทางพาณิชย์จังหวัดระนอง รายงานว่า ช่วงตั้งแต่เดือนมกราคม - พฤษภาคม การค้าชายแดนไทย-พม่ามีมูลค่ารวม 5,658 ล้านบาท เป็นการส่งออก 4,085 ล้านบาท นำเข้า 1,573 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีมูลค่ารวม 5,616 ล้านบาทเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วนการค้าชายแดนไทย-พม่า ด้านอำเภอแม่สอด-จังหวัดเมียวดี มีมูลค่าเดือนละกว่า 1,000 ล้านบาท โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีมูลค่าถึง 1,800 ล้านบาท ด้านอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย-จังหวัดท่าขี้เหล็กมีมูลค่าปีละเกือบ 3,000 ล้านบาท
คำถาม
1.นางฮิลลารี คลินตัน เรียกร้องให้สมาคมอาเซียนพิจารณาเรื่องอะไร?
2.การประชุมครั้งนี้ประชุมกันที่จังหวัดใดและเป็นครั้งที่เท่าไร?
3.ปัจจุบันการค้าชายแดนไทย-พม่ามีมูลค่าแตกต่างกับอดีตอย่างไร?
จัดทำโดย น.ส.ธัญลักษณ์ ถาวรสุข 5001103161 c2/1
วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
จัดทำโดยนางสาวอัญชลี พึ่งโพธิ์ทอง 5001103128 C2/1
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุครึ่งปีแรกพิษเศรษฐกิจทำคนไทยงดใช้จ่าย กระทบยอดการใช้บัตรเครดิต คาดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตครึ่งหลังดีขึ้น
ตั้งแต่ ต้นปี 2552 ดูเหมือนว่าธุรกิจบัตรเครดิตจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยอย่าง รุนแรง โดยเฉพาะปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่แม้ว่าธนาคารพาณิชย์และสถาบันที่ ไม่ใช่ธนาคาร หรือ Non-Bank ต่างทำแคมเปญกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าแคมเปญการตลาดจะไม่มีผลดังที่คาดมากนัก ทั้งนี้เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้บริโภคบางกลุ่ม ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้างงาน ถูกปรับลดเงินเดือน ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคกลุ่มนี้อย่างมาก ในขณะที่ผู้บริโภคบางกลุ่มที่ในขณะนี้ไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากปัญหา เศรษฐกิจ ก็ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน โดยลดการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยลง
เนื่องจากมีความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของตนในระยะข้างหน้า จะเห็นได้จากภาพรวมทั้งระบบของปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2552 (ไม่รวมการใช้จ่ายของชาวต่างประเทศที่ถือบัตรเครดิตต่างประเทศ และการเบิกเงินสดล่วงหน้า) มีมูลค่าประมาณ 235,200 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 0.02 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลงจากที่ขยายตัวร้อยละ13.5 ในปี 2551
สำหรับ ภาพรวมปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในปี 2552 (ไม่รวมการใช้จ่ายของชาวต่างประเทศที่ถือบัตรเครดิตต่างประเทศ และการเบิกเงินสดล่วงหน้า) ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ประมาณการภายใต้สถานการณ์ 2 กรณี คือ กรณีพื้นฐาน (Base Case) ภาย ใต้สมมติฐานที่เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น สถานการณ์ทางการเมืองมีความสงบเรียบร้อย ผู้บริโภคเริ่มมีความเชื่อมั่นและกล้าที่จับจ่ายใช้สอยมากขึ้น แต่ การฟื้นตัวของกำลังซื้อน่าจะอยู่ในระดับที่ค่อยเป็นค่อยไป ทำให้คาดว่า ภาพรวมการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในปี 2552 อาจจะขยายตัวร้อยละ 1.2 หรือมีมูลค่าประมาณ 591,580 ล้านบาท
สำหรับกรณีเลวร้าย (Worst Case) ภาย ใต้สมมติฐานที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่มีความล่าช้า เนื่องมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความเปราะบาง โดยเฉพาะปัญหาการว่างงานที่อยู่ในระดับสูง ความมั่นคงของสถาบันการเงินในต่างประเทศที่ยังเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งหากการฟื้นตัวมีความล่าช้าออกไป อาจจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ความไม่สงบทางการเมือง และการแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อการขยายตัวของปริมาณการใช้จ่ายผ่านเครดิต โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ก็ยังเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งหากการแพร่ระบาดของไข้หวัดมีความยืดเยื้อยาวนาน ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนในประเทศ ที่อาจจะต้องปรับเปลี่ยนไป โดยเฉพาะการลดกิจกรรมสันทนาการต่างๆ นอกบ้านลง เช่น การดูหนัง การเดินห้างสรรพสินค้า การทานข้าวนอกบ้าน เป็นต้น
และเนื่องจากธุรกิจบัตรเครดิตเป็นธุรกิจที่ขึ้นอยู่กับการใช้จ่ายของผู้บริโภคโดยตรง การปรับพฤติกรรมของผู้บริโภค จึงอาจจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่อาจจะไม่ขยายตัวดังที่คาดในช่วงที่เหลือของปี ทำให้เป็นไปได้ว่าในกรณีเลวร้ายนี้ภาพรวมปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตทั้งระบบในปี 2552 อาจจะหดตัวร้อยละ 0.4 หรือมีมูลค่าประมาณ 582,480 ล้านบาท
Tags : บัตรเครดิต
ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/research/20090718/61034/คนไทยรัดเข็มขัด-ทำยอดบัตรเครดิตตก.html
คำถาม
1.มูลค่าบัตรเครดิต5เดือนแรกมีค่าเท่าไร
2.ในปี2552 อาจขยายตัวร้อยละเท่าไร
3.
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุครึ่งปีแรกพิษเศรษฐกิจทำคนไทยงดใช้จ่าย กระทบยอดการใช้บัตรเครดิต คาดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตครึ่งหลังดีขึ้น
ตั้งแต่ ต้นปี 2552 ดูเหมือนว่าธุรกิจบัตรเครดิตจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยอย่าง รุนแรง โดยเฉพาะปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่แม้ว่าธนาคารพาณิชย์และสถาบันที่ ไม่ใช่ธนาคาร หรือ Non-Bank ต่างทำแคมเปญกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าแคมเปญการตลาดจะไม่มีผลดังที่คาดมากนัก ทั้งนี้เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้บริโภคบางกลุ่ม ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้างงาน ถูกปรับลดเงินเดือน ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคกลุ่มนี้อย่างมาก ในขณะที่ผู้บริโภคบางกลุ่มที่ในขณะนี้ไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากปัญหา เศรษฐกิจ ก็ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน โดยลดการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยลง
เนื่องจากมีความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของตนในระยะข้างหน้า จะเห็นได้จากภาพรวมทั้งระบบของปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2552 (ไม่รวมการใช้จ่ายของชาวต่างประเทศที่ถือบัตรเครดิตต่างประเทศ และการเบิกเงินสดล่วงหน้า) มีมูลค่าประมาณ 235,200 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 0.02 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลงจากที่ขยายตัวร้อยละ13.5 ในปี 2551
สำหรับ ภาพรวมปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในปี 2552 (ไม่รวมการใช้จ่ายของชาวต่างประเทศที่ถือบัตรเครดิตต่างประเทศ และการเบิกเงินสดล่วงหน้า) ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ประมาณการภายใต้สถานการณ์ 2 กรณี คือ กรณีพื้นฐาน (Base Case) ภาย ใต้สมมติฐานที่เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น สถานการณ์ทางการเมืองมีความสงบเรียบร้อย ผู้บริโภคเริ่มมีความเชื่อมั่นและกล้าที่จับจ่ายใช้สอยมากขึ้น แต่ การฟื้นตัวของกำลังซื้อน่าจะอยู่ในระดับที่ค่อยเป็นค่อยไป ทำให้คาดว่า ภาพรวมการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในปี 2552 อาจจะขยายตัวร้อยละ 1.2 หรือมีมูลค่าประมาณ 591,580 ล้านบาท
สำหรับกรณีเลวร้าย (Worst Case) ภาย ใต้สมมติฐานที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่มีความล่าช้า เนื่องมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความเปราะบาง โดยเฉพาะปัญหาการว่างงานที่อยู่ในระดับสูง ความมั่นคงของสถาบันการเงินในต่างประเทศที่ยังเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งหากการฟื้นตัวมีความล่าช้าออกไป อาจจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ความไม่สงบทางการเมือง และการแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อการขยายตัวของปริมาณการใช้จ่ายผ่านเครดิต โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ก็ยังเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งหากการแพร่ระบาดของไข้หวัดมีความยืดเยื้อยาวนาน ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนในประเทศ ที่อาจจะต้องปรับเปลี่ยนไป โดยเฉพาะการลดกิจกรรมสันทนาการต่างๆ นอกบ้านลง เช่น การดูหนัง การเดินห้างสรรพสินค้า การทานข้าวนอกบ้าน เป็นต้น
และเนื่องจากธุรกิจบัตรเครดิตเป็นธุรกิจที่ขึ้นอยู่กับการใช้จ่ายของผู้บริโภคโดยตรง การปรับพฤติกรรมของผู้บริโภค จึงอาจจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่อาจจะไม่ขยายตัวดังที่คาดในช่วงที่เหลือของปี ทำให้เป็นไปได้ว่าในกรณีเลวร้ายนี้ภาพรวมปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตทั้งระบบในปี 2552 อาจจะหดตัวร้อยละ 0.4 หรือมีมูลค่าประมาณ 582,480 ล้านบาท
Tags : บัตรเครดิต
ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/research/20090718/61034/คนไทยรัดเข็มขัด-ทำยอดบัตรเครดิตตก.html
คำถาม
1.มูลค่าบัตรเครดิต5เดือนแรกมีค่าเท่าไร
2.ในปี2552 อาจขยายตัวร้อยละเท่าไร
3.
วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ม.หอการค้าไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มิ.ย.อยู่ที่ 65.4

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคประจำเดือน มิ.ย.52 อยู่ที่ 65.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนพ.ค.52 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 64.3 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางานทำอยู่ที่ 64.7 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 87.4 ทั้งนี้ ดัชนีฯ ทั้ง 3ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางานทำอยู่ที่ 64.7 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 87.4 ทั้งนี้ ดัชนีฯ ทั้ง 3 ตัวปรับเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 5เดือน โดยมีปัจจัยบวก คือ สภาผู้แทนราษฎรผ่านกฎหมายกู้เงิน 8 แสนล้านบาทเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ, มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 1 สนับสนุนให้เกิดการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่(SP2)ส่งผลจิตวิทยาเชิงบวกกับผู้บริโภค และการแข็งค่าของเงินบาทสะท้อนให้เห็นว่ายังมีเงินจากต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในประเทศ ส่วนปัจจัยลบ ได้แก่ ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น, ผู้บริโภคกังวลเสถียรภาพทางการเมือง, การส่งออกในเดือน พ.ค.ติดลบถึง 26.5% , ประชาชนยังกังวลค่าครองชีพและราคาสินค้าที่อยู่ในระดับสูง รวมทั้งประเด็นเกี่ยวกับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไข้หวัด 2009 ต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
แหล่งข้อมูล http://www.ryt9.com/s/iq03/606146/
คำถาม1.ปัจจัยที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น คือ
2.ปัจจัยที่ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง คือ
3.จากผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคมเท่าไร ?
น.ส. ญาศินี ศรีฟ้า 5001103137
วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
บลจ.ยูโอบี เผยกองทุนลุยหุ้นสถาบันการเงินโลกผลงานกระเตื้อง หลังแผนอุ้มสถาบันการเงินโลกเริ่มส่งผลเชิงบวก

จัดทำโดย นางสาวปสุตา กลีบทับทิม 5001203037
นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ยูโอบี (ไทย) เปิดเผยว่า กองทุนเปิดยูโอบี สมาร์ท ไฟแนนเชียล ออพพอร์จูนนิตี้ (UOBSFO) ซึ่งไปลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน "United Financials Opportunities" ซึ่งมีนโยบายเน้นลงทุนหลักทรัพย์ตราสารทุน 10-20 หลักทรัพย์ ของสถาบันการเงินระดับโลก เพื่อหาโอกาสทำกำไรจากการฟื้นตัวในอุตสาหกรรมการเงินนั้น
หลังจากก่อนหน้านี้ มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) เคยปรับลดลงไปอยู่ 5 บาท ในช่วงที่ผ่านมามีอัตราผลตอบแทนเติบโตต่อเนื่องโดยปัจจุบัน NAV ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 8 บาทแล้ว ปัจจุบันมีการลงทุนประมาณ 74% ของพอร์ตลงทุน
ทั้งนี้กองทุน UOBSFO ได้เข้าไปลงทุนในหุ้นสหรัฐอเมริกาประมาณ 40.11% สเปน 13.86 % ไอร์แลนด์ 12.62% อังกฤษ 9.78% ซึ่งมีการถือครองเงินสด 23.63% แต่ก็มีการเข้าไปลงทุนอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีกำไรก็จะทำการขายหุ้นออกมาบางส่วน
"ที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐได้ผ่านการทำการทดสอบภาวะวิกฤติ (Stress Test) เป็นจำนวนมาก ส่วนธนาคารพาณิชย์ที่ไม่ผ่านการทดสอบภาวะวิกฤติ ก็ยังสามารถเพิ่มทุนได้ ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ที่ไม่ต้องเพิ่มทุนสามารถไปหาเงินมาคืนรัฐบาลได้"
นอกจากนี้ธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐ ยังตั้งเงินทุนสำรองค่อนข้างสูงด้วย ขณะที่ยุโรปไม่ได้ทำ แต่ตัวเลขเศรษฐกิจในเดือนพ.ค. ที่ผ่านมามีตัวเลขหลายตัวที่ออกมาดีด้วย ซึ่งถือเป็นจังหวะที่ดีในการกลับเข้าไปลงทุนเช่นกัน
นายวนา กล่าวอีกว่า บริษัทเตรียมออกกองทุนเปิด ที่เน้นลงทุนในหุ้นในประเทศภูมิภาคเอเชีย ซึ่งจะเป็นกองทุนที่เข้าไปผลประโยชน์จากภูมิภาคเอเชียในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวกลับมา ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการจัดสัมมนาเพื่อให้ความรู้ และเป็นการปูพื้นฐานให้กับนักลงทุน คาดว่าจะสามารถเปิดขายหน่วยลงทุนครั้งแรก (IPO) ได้ประมาณปลายเดือนส.ค. 2552 นี้ โดยบริษัทมองว่าธนาคารพาณิชย์ในภูมิภาคเอเชียมีความแข็งแกร่งทางเงินทุนสำรอง และมั่นใจมีเงินทุนเพียงพอต่อการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจ
ขณะที่หลักเกณฑ์ในการเลือกเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะเลือกธนาคารพาณิชย์ที่มีการเงินทุนสำรองที่แข็งแกร่ง และมีฐานเงินทุนเพียงพอต่อการรับมือในกรณีที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นมาอีกครั้งได้ นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ในภูมิภาคเอเชียไม่ได้ลงทุนในตราสารประเภท CDO (Collateralized Debt Obligation) ตั้งแต่แรก เนื่องจากเพิ่งผ่านวิกฤติการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมาไม่นานนัก
"ส่วนนักลงทุนที่ซื้อกองทุนเปิดยูโอบี สมาร์ท เกรธเธอร์ไชน่า (UOBSGC) ณ ราคาเปิดขายหน่วยลงทุนครั้งแรกที่ 10 บาท ปัจจุบัน NAV อยู่ประมาณ 5.86 บาท หากไม่มีเวลาดูตลาดควรลงทุนต่อ โดยเชื่อว่ามูลค่าหน่วยลงทุนในอนาคตมีโอกาสปรับลงไม่มาก เนื่องจากในช่วงที่ราคาได้ปรับลงมามากแล้ว"
ดังนั้นหากนักลงทุนขายออกไปแล้ว จะมาจับจังหวะเข้าซื้ออีกครั้งในช่วงที่ราคาสะท้อนกลับไป นักลงทุนอาจจะซื้อไม่ทัน ซึ่งราคาจะขยับขึ้นไปเร็วมาก โดยภายใน 1-2 ปี NAV ของกองทุน UOBSCG น่าจะกลับขึ้นไปที่ 10 บาทได้ หลังจากในช่วงที่ผ่านมาราคาได้หายไปประมาณ 35% โดยระยะสั้นแล้ว นักลงทุนควรรอซื้อเมื่อราคาปรับลงมาดีกว่า
ส่วนผลการดำเนินงานของกองทุนเปิด UOBSFO ณ วันที่ 29 พ.ค. 2552 ย้อนหลัง 3 เดือนให้ผลตอบแทนประมาณ 43.85 % ซึ่งผลตอบแทนค่อนข้างดีกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับกองทุนที่ลงทุนในหุ้นภูมิภาคเอเชียและจีนของบริษัทอย่างกองทุนเปิดยูโอบี สมาร์ท เอเชีย (UOBSA) ที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 31.73% ขณะที่กองทุนเปิด UOBSGC ให้ผลตอบแทนที่ 35.40%
หลังจากก่อนหน้านี้ มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) เคยปรับลดลงไปอยู่ 5 บาท ในช่วงที่ผ่านมามีอัตราผลตอบแทนเติบโตต่อเนื่องโดยปัจจุบัน NAV ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 8 บาทแล้ว ปัจจุบันมีการลงทุนประมาณ 74% ของพอร์ตลงทุน
ทั้งนี้กองทุน UOBSFO ได้เข้าไปลงทุนในหุ้นสหรัฐอเมริกาประมาณ 40.11% สเปน 13.86 % ไอร์แลนด์ 12.62% อังกฤษ 9.78% ซึ่งมีการถือครองเงินสด 23.63% แต่ก็มีการเข้าไปลงทุนอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีกำไรก็จะทำการขายหุ้นออกมาบางส่วน
"ที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐได้ผ่านการทำการทดสอบภาวะวิกฤติ (Stress Test) เป็นจำนวนมาก ส่วนธนาคารพาณิชย์ที่ไม่ผ่านการทดสอบภาวะวิกฤติ ก็ยังสามารถเพิ่มทุนได้ ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ที่ไม่ต้องเพิ่มทุนสามารถไปหาเงินมาคืนรัฐบาลได้"
นอกจากนี้ธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐ ยังตั้งเงินทุนสำรองค่อนข้างสูงด้วย ขณะที่ยุโรปไม่ได้ทำ แต่ตัวเลขเศรษฐกิจในเดือนพ.ค. ที่ผ่านมามีตัวเลขหลายตัวที่ออกมาดีด้วย ซึ่งถือเป็นจังหวะที่ดีในการกลับเข้าไปลงทุนเช่นกัน
นายวนา กล่าวอีกว่า บริษัทเตรียมออกกองทุนเปิด ที่เน้นลงทุนในหุ้นในประเทศภูมิภาคเอเชีย ซึ่งจะเป็นกองทุนที่เข้าไปผลประโยชน์จากภูมิภาคเอเชียในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวกลับมา ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการจัดสัมมนาเพื่อให้ความรู้ และเป็นการปูพื้นฐานให้กับนักลงทุน คาดว่าจะสามารถเปิดขายหน่วยลงทุนครั้งแรก (IPO) ได้ประมาณปลายเดือนส.ค. 2552 นี้ โดยบริษัทมองว่าธนาคารพาณิชย์ในภูมิภาคเอเชียมีความแข็งแกร่งทางเงินทุนสำรอง และมั่นใจมีเงินทุนเพียงพอต่อการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจ
ขณะที่หลักเกณฑ์ในการเลือกเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะเลือกธนาคารพาณิชย์ที่มีการเงินทุนสำรองที่แข็งแกร่ง และมีฐานเงินทุนเพียงพอต่อการรับมือในกรณีที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นมาอีกครั้งได้ นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ในภูมิภาคเอเชียไม่ได้ลงทุนในตราสารประเภท CDO (Collateralized Debt Obligation) ตั้งแต่แรก เนื่องจากเพิ่งผ่านวิกฤติการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมาไม่นานนัก
"ส่วนนักลงทุนที่ซื้อกองทุนเปิดยูโอบี สมาร์ท เกรธเธอร์ไชน่า (UOBSGC) ณ ราคาเปิดขายหน่วยลงทุนครั้งแรกที่ 10 บาท ปัจจุบัน NAV อยู่ประมาณ 5.86 บาท หากไม่มีเวลาดูตลาดควรลงทุนต่อ โดยเชื่อว่ามูลค่าหน่วยลงทุนในอนาคตมีโอกาสปรับลงไม่มาก เนื่องจากในช่วงที่ราคาได้ปรับลงมามากแล้ว"
ดังนั้นหากนักลงทุนขายออกไปแล้ว จะมาจับจังหวะเข้าซื้ออีกครั้งในช่วงที่ราคาสะท้อนกลับไป นักลงทุนอาจจะซื้อไม่ทัน ซึ่งราคาจะขยับขึ้นไปเร็วมาก โดยภายใน 1-2 ปี NAV ของกองทุน UOBSCG น่าจะกลับขึ้นไปที่ 10 บาทได้ หลังจากในช่วงที่ผ่านมาราคาได้หายไปประมาณ 35% โดยระยะสั้นแล้ว นักลงทุนควรรอซื้อเมื่อราคาปรับลงมาดีกว่า
ส่วนผลการดำเนินงานของกองทุนเปิด UOBSFO ณ วันที่ 29 พ.ค. 2552 ย้อนหลัง 3 เดือนให้ผลตอบแทนประมาณ 43.85 % ซึ่งผลตอบแทนค่อนข้างดีกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับกองทุนที่ลงทุนในหุ้นภูมิภาคเอเชียและจีนของบริษัทอย่างกองทุนเปิดยูโอบี สมาร์ท เอเชีย (UOBSA) ที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 31.73% ขณะที่กองทุนเปิด UOBSGC ให้ผลตอบแทนที่ 35.40%
คำถาม
1. ขายกองทุนราคาเท่าไร
2.หลักเกณฑืในการเลือกลงทุนของกองทุนคืออะไร
3.ผลการดำเนินงานย้อนหลัง3เดือนประมาณเท่าไร
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)