>


ต้องการเพลงใหม่ๆ ใช่มั้ย คลิกที่นี่
ยินดีต้อนรับ ทุกคนนะค่ะ

วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2552


ธุรกิจแนะรัฐไม่เล่นตาม 'ฮิลลารี'ป้องค้าไทย-พม่า
จากการที่นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา เรียกร้องให้สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(อาเซียน) พิจารณาขับพม่าออกจากการเป็นสมาชิกภาพอาเซียน หากรัฐบาลพม่ายังไม่ปล่อยตัวนางอองซาน ซูจี ในระหว่างการเดินทางมาร่วมประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศอาเซียนและประเทศคู่เจรจา(จีน-เกาหลี-ญี่ปุ่น) หรือ อาเซียน+3 และการประชุมว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก(เออาร์เอฟ)ครั้งที่ 16 ระหว่างวันที่ 19-23 กรกฎาคม 2552 ที่จังหวัดภูเก็ต และในโอกาสเดียวกันได้เชิญแพทย์หญิงซินเทีย หม่อง แพทย์ชาวกะเหรี่ยงสัญชาติพม่า ซึ่งได้รับรางวัลแมกไซไซ ด้านสิทธิมนุษยชนเข้าพบ ซึ่งสร้างความกังวลแก่พ่อค้า นักธุรกิจไทยที่ทำการค้ากับพม่าว่า อาจส่งผลกระทบด้านความสัมพันธ์และการค้าไทยกับพม่าได้
ต่อเรื่องนี้นายชัยยุทธ เสณีตันติกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตาก กล่าวถึงกรณีที่นางฮิลลารี คลินตัน ได้เชิญแพทย์หญิงซินเทีย ไปพบที่จังหวัดภูเก็ตว่า เป็นเรื่องการเมืองที่สหรัฐฯต้องการแสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯไม่เห็นด้วยกับพม่าที่กำลังละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งย่อมมีผลกระทบกับการค้าชายแดนและการทำธุรกิจชายแดนระหว่างไทย-พม่าบ้าง และเป็นเชิงจิตวิทยาในการกดดันพม่าอย่างหนึ่ง และเชื่อว่าการค้าชายแดนระหว่างรัฐบาลพม่ากับเอกชนไทยตัวเลขจะลดลงเพราะฝ่ายรัฐบาลพม่าจะชะลอการซื้อสินค้าจากนักธุรกิจไทย สำหรับการค้าระหว่างเอกชนกับเอกชนน่าจะปกติตัวเลขคงเดิม

"การเดินทางมาเยือนเมืองไทยของนางฮิลลารี จะมีผลดีกับไทยด้านความเชื่อมั่นจากกลุ่มประเทศอาเซียนและจากต่างประเทศ เพราะแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯสนับสนุนแนวทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของไทย เนื่องจากกว่า 8 ปีที่ผ่านมาอเมริกาไม่เคยส่งผู้นำระดับสูงมาเมืองไทย"ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตากกล่าว

นายกฤษณะ เอี่ยมวงศ์นที ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดระนองและรองประธานสภาอุตสาหกรรมภาคใต้ กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า จะทำให้ผู้ประกอบการชายแดนไทย-พม่าไม่ค่อยสบายใจ เพราะเกรงว่าจะทำให้พม่าไม่พอใจท่าทีของไทย

"ประเทศไทยเรายังมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน การดำเนินการในระดับนโยบายของเราดูจะสวนทางกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน ดังนั้นจึงฝากถึงรัฐบาลให้วางตัวที่เหมาะสม เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเชื่อแน่ว่า จะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการค้าชายแดน รวมถึงกิจการประมง และการเข้าไปลงทุนในประเทศพม่าอย่างแน่นอน"

ด้านนายดำรง ขจรมาศบุษป์ ผู้ประกอบการค้าชายแดนไทย-พม่า ด้านจังหวัดระนอง กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ช่วงที่นายกรัฐมนตรีพูดพาดพิงถึงประเทศพม่า ส่งผลให้พม่าเกิดความไม่พอใจ และมีปฏิกิริยาออกมาอย่างเงียบๆ ซึ่งผู้ประกอบการค้าชายแดนต่างรู้ดี โดยเฉพาะการทำธุรกรรมต่างๆ ที่เกิดปัญหากว่า 2 เดือน ก่อนที่ท่าทีความไม่พอใจของรัฐบาลพม่าจะเริ่มผ่อนคลายลง

"บรรยากาศการค้าระหว่างไทยกับพม่าถือว่าอยู่ในขั้นที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง แต่การวางตัวของรัฐบาลไทยก่อนหน้านี้ ทำให้เกิดปัญหาพอสมควร ส่วนการเดินทางมาของนางฮิลลารี เชื่อว่าในเบื้องต้นไม่น่าจะมีปัญหา อยากให้ศึกษาบทบาทจีนและอินเดีย ที่ดูจะวางตัวได้เหมาะสม เราอย่ายึดติดอยู่กับอเมริกาหรือชาติตะวันตกเป็นสำคัญ เพราะประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งจะต้องรักษาสัมพันธภาพที่ดีไว้"นายดำรงกล่าว

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อาเซียนออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนไปแล้ว และกำลังติดตามสถานการณ์ต่อไป การที่นางฮิลลารีออกมาพูดดังกล่าว น่าจะพูดภาพกว้างมากกว่า และสะท้อนความรู้สึกของสหรัฐฯ ขณะนี้ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะขับพม่าออกจากการเป็นสมาชิกอาเซียน
อนึ่งสำหรับตัวเลขการค้าชายแดนไทย-พม่าด้านจังหวัดระนอง-เกาะสองในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ทางพาณิชย์จังหวัดระนอง รายงานว่า ช่วงตั้งแต่เดือนมกราคม - พฤษภาคม การค้าชายแดนไทย-พม่ามีมูลค่ารวม 5,658 ล้านบาท เป็นการส่งออก 4,085 ล้านบาท นำเข้า 1,573 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีมูลค่ารวม 5,616 ล้านบาทเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วนการค้าชายแดนไทย-พม่า ด้านอำเภอแม่สอด-จังหวัดเมียวดี มีมูลค่าเดือนละกว่า 1,000 ล้านบาท โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีมูลค่าถึง 1,800 ล้านบาท ด้านอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย-จังหวัดท่าขี้เหล็กมีมูลค่าปีละเกือบ 3,000 ล้านบาท
คำถาม
1.นางฮิลลารี คลินตัน เรียกร้องให้สมาคมอาเซียนพิจารณาเรื่องอะไร?
2.การประชุมครั้งนี้ประชุมกันที่จังหวัดใดและเป็นครั้งที่เท่าไร?
3.ปัจจุบันการค้าชายแดนไทย-พม่ามีมูลค่าแตกต่างกับอดีตอย่างไร?
จัดทำโดย น.ส.ธัญลักษณ์ ถาวรสุข 5001103161 c2/1

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

จัดทำโดยนางสาวอัญชลี พึ่งโพธิ์ทอง 5001103128 C2/1
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุครึ่งปีแรกพิษเศรษฐกิจทำคนไทยงดใช้จ่าย กระทบยอดการใช้บัตรเครดิต คาดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตครึ่งหลังดีขึ้น
ตั้งแต่ ต้นปี 2552 ดูเหมือนว่าธุรกิจบัตรเครดิตจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยอย่าง รุนแรง โดยเฉพาะปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่แม้ว่าธนาคารพาณิชย์และสถาบันที่ ไม่ใช่ธนาคาร หรือ Non-Bank ต่างทำแคมเปญกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าแคมเปญการตลาดจะไม่มีผลดังที่คาดมากนัก ทั้งนี้เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้บริโภคบางกลุ่ม ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้างงาน ถูกปรับลดเงินเดือน ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคกลุ่มนี้อย่างมาก ในขณะที่ผู้บริโภคบางกลุ่มที่ในขณะนี้ไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากปัญหา เศรษฐกิจ ก็ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน โดยลดการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยลง
เนื่องจากมีความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของตนในระยะข้างหน้า จะเห็นได้จากภาพรวมทั้งระบบของปริมาณการใช้จ่ายผ่าน
บัตรเครดิตในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2552 (ไม่รวมการใช้จ่ายของชาวต่างประเทศที่ถือบัตรเครดิตต่างประเทศ และการเบิกเงินสดล่วงหน้า) มีมูลค่าประมาณ 235,200 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 0.02 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลงจากที่ขยายตัวร้อยละ13.5 ในปี 2551
สำหรับ ภาพรวมปริมาณการใช้จ่ายผ่าน
บัตรเครดิตในปี 2552 (ไม่รวมการใช้จ่ายของชาวต่างประเทศที่ถือบัตรเครดิตต่างประเทศ และการเบิกเงินสดล่วงหน้า) ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ประมาณการภายใต้สถานการณ์ 2 กรณี คือ กรณีพื้นฐาน (Base Case) ภาย ใต้สมมติฐานที่เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น สถานการณ์ทางการเมืองมีความสงบเรียบร้อย ผู้บริโภคเริ่มมีความเชื่อมั่นและกล้าที่จับจ่ายใช้สอยมากขึ้น แต่ การฟื้นตัวของกำลังซื้อน่าจะอยู่ในระดับที่ค่อยเป็นค่อยไป ทำให้คาดว่า ภาพรวมการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในปี 2552 อาจจะขยายตัวร้อยละ 1.2 หรือมีมูลค่าประมาณ 591,580 ล้านบาท
สำหรับกรณีเลวร้าย (Worst Case) ภาย ใต้สมมติฐานที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่มีความล่าช้า เนื่องมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความเปราะบาง โดยเฉพาะปัญหาการว่างงานที่อยู่ในระดับสูง ความมั่นคงของสถาบันการเงินในต่างประเทศที่ยังเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งหากการฟื้นตัวมีความล่าช้าออกไป อาจจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ความไม่สงบทางการเมือง และการแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อการขยายตัวของปริมาณการใช้จ่ายผ่านเครดิต โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ก็ยังเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งหากการแพร่ระบาดของไข้หวัดมีความยืดเยื้อยาวนาน ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนในประเทศ ที่อาจจะต้องปรับเปลี่ยนไป โดยเฉพาะการลดกิจกรรมสันทนาการต่างๆ นอกบ้านลง เช่น การดูหนัง การเดินห้างสรรพสินค้า การทานข้าวนอกบ้าน เป็นต้น
และเนื่องจากธุรกิจ
บัตรเครดิตเป็นธุรกิจที่ขึ้นอยู่กับการใช้จ่ายของผู้บริโภคโดยตรง การปรับพฤติกรรมของผู้บริโภค จึงอาจจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่อาจจะไม่ขยายตัวดังที่คาดในช่วงที่เหลือของปี ทำให้เป็นไปได้ว่าในกรณีเลวร้ายนี้ภาพรวมปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตทั้งระบบในปี 2552 อาจจะหดตัวร้อยละ 0.4 หรือมีมูลค่าประมาณ 582,480 ล้านบาท
Tags :
บัตรเครดิต
ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/research/20090718/61034/คนไทยรัดเข็มขัด-ทำยอดบัตรเครดิตตก.html
คำถาม
1.มูลค่าบัตรเครดิต5เดือนแรกมีค่าเท่าไร
2.ในปี2552 อาจขยายตัวร้อยละเท่าไร
3.

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ม.หอการค้าไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มิ.ย.อยู่ที่ 65.4




ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคประจำเดือน มิ.ย.52 อยู่ที่ 65.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนพ.ค.52 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 64.3 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางานทำอยู่ที่ 64.7 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 87.4 ทั้งนี้ ดัชนีฯ ทั้ง 3ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางานทำอยู่ที่ 64.7 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 87.4 ทั้งนี้ ดัชนีฯ ทั้ง 3 ตัวปรับเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 5เดือน โดยมีปัจจัยบวก คือ สภาผู้แทนราษฎรผ่านกฎหมายกู้เงิน 8 แสนล้านบาทเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ, มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 1 สนับสนุนให้เกิดการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่(SP2)ส่งผลจิตวิทยาเชิงบวกกับผู้บริโภค และการแข็งค่าของเงินบาทสะท้อนให้เห็นว่ายังมีเงินจากต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในประเทศ ส่วนปัจจัยลบ ได้แก่ ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น, ผู้บริโภคกังวลเสถียรภาพทางการเมือง, การส่งออกในเดือน พ.ค.ติดลบถึง 26.5% , ประชาชนยังกังวลค่าครองชีพและราคาสินค้าที่อยู่ในระดับสูง รวมทั้งประเด็นเกี่ยวกับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไข้หวัด 2009 ต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ



แหล่งข้อมูล http://www.ryt9.com/s/iq03/606146/

คำถาม

1.ปัจจัยที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น คือ


2.ปัจจัยที่ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง คือ


3.จากผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคมเท่าไร ?



น.ส. ญาศินี ศรีฟ้า 5001103137


วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

บลจ.ยูโอบี เผยกองทุนลุยหุ้นสถาบันการเงินโลกผลงานกระเตื้อง หลังแผนอุ้มสถาบันการเงินโลกเริ่มส่งผลเชิงบวก


จัดทำโดย นางสาวปสุตา กลีบทับทิม 5001203037



นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ยูโอบี (ไทย) เปิดเผยว่า กองทุนเปิดยูโอบี สมาร์ท ไฟแนนเชียล ออพพอร์จูนนิตี้ (UOBSFO) ซึ่งไปลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน "United Financials Opportunities" ซึ่งมีนโยบายเน้นลงทุนหลักทรัพย์ตราสารทุน 10-20 หลักทรัพย์ ของสถาบันการเงินระดับโลก เพื่อหาโอกาสทำกำไรจากการฟื้นตัวในอุตสาหกรรมการเงินนั้น
หลังจากก่อนหน้านี้ มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) เคยปรับลดลงไปอยู่ 5 บาท ในช่วงที่ผ่านมามีอัตราผลตอบแทนเติบโตต่อเนื่องโดยปัจจุบัน NAV ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 8 บาทแล้ว ปัจจุบันมีการลงทุนประมาณ 74% ของพอร์ตลงทุน
ทั้งนี้กองทุน UOBSFO ได้เข้าไปลงทุนในหุ้นสหรัฐอเมริกาประมาณ 40.11% สเปน 13.86 % ไอร์แลนด์ 12.62% อังกฤษ 9.78% ซึ่งมีการถือครองเงินสด 23.63% แต่ก็มีการเข้าไปลงทุนอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีกำไรก็จะทำการขายหุ้นออกมาบางส่วน
"ที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐได้ผ่านการทำการทดสอบภาวะวิกฤติ (Stress Test) เป็นจำนวนมาก ส่วนธนาคารพาณิชย์ที่ไม่ผ่านการทดสอบภาวะวิกฤติ ก็ยังสามารถเพิ่มทุนได้ ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ที่ไม่ต้องเพิ่มทุนสามารถไปหาเงินมาคืนรัฐบาลได้"
นอกจากนี้ธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐ ยังตั้งเงินทุนสำรองค่อนข้างสูงด้วย ขณะที่ยุโรปไม่ได้ทำ แต่ตัวเลขเศรษฐกิจในเดือนพ.ค. ที่ผ่านมามีตัวเลขหลายตัวที่ออกมาดีด้วย ซึ่งถือเป็นจังหวะที่ดีในการกลับเข้าไปลงทุนเช่นกัน
นายวนา กล่าวอีกว่า บริษัทเตรียมออกกองทุนเปิด ที่เน้นลงทุนในหุ้นในประเทศภูมิภาคเอเชีย ซึ่งจะเป็นกองทุนที่เข้าไปผลประโยชน์จากภูมิภาคเอเชียในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวกลับมา ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการจัดสัมมนาเพื่อให้ความรู้ และเป็นการปูพื้นฐานให้กับนักลงทุน คาดว่าจะสามารถเปิดขายหน่วยลงทุนครั้งแรก (IPO) ได้ประมาณปลายเดือนส.ค. 2552 นี้ โดยบริษัทมองว่าธนาคารพาณิชย์ในภูมิภาคเอเชียมีความแข็งแกร่งทางเงินทุนสำรอง และมั่นใจมีเงินทุนเพียงพอต่อการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจ
ขณะที่หลักเกณฑ์ในการเลือกเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะเลือกธนาคารพาณิชย์ที่มีการเงินทุนสำรองที่แข็งแกร่ง และมีฐานเงินทุนเพียงพอต่อการรับมือในกรณีที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นมาอีกครั้งได้ นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ในภูมิภาคเอเชียไม่ได้ลงทุนในตราสารประเภท CDO (Collateralized Debt Obligation) ตั้งแต่แรก เนื่องจากเพิ่งผ่านวิกฤติการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมาไม่นานนัก
"ส่วนนักลงทุนที่ซื้อกองทุนเปิดยูโอบี สมาร์ท เกรธเธอร์ไชน่า (UOBSGC) ณ ราคาเปิดขายหน่วยลงทุนครั้งแรกที่ 10 บาท ปัจจุบัน NAV อยู่ประมาณ 5.86 บาท หากไม่มีเวลาดูตลาดควรลงทุนต่อ โดยเชื่อว่ามูลค่าหน่วยลงทุนในอนาคตมีโอกาสปรับลงไม่มาก เนื่องจากในช่วงที่ราคาได้ปรับลงมามากแล้ว"
ดังนั้นหากนักลงทุนขายออกไปแล้ว จะมาจับจังหวะเข้าซื้ออีกครั้งในช่วงที่ราคาสะท้อนกลับไป นักลงทุนอาจจะซื้อไม่ทัน ซึ่งราคาจะขยับขึ้นไปเร็วมาก โดยภายใน 1-2 ปี NAV ของกองทุน UOBSCG น่าจะกลับขึ้นไปที่ 10 บาทได้ หลังจากในช่วงที่ผ่านมาราคาได้หายไปประมาณ 35% โดยระยะสั้นแล้ว นักลงทุนควรรอซื้อเมื่อราคาปรับลงมาดีกว่า
ส่วนผลการดำเนินงานของกองทุนเปิด UOBSFO ณ วันที่ 29 พ.ค. 2552 ย้อนหลัง 3 เดือนให้ผลตอบแทนประมาณ 43.85 % ซึ่งผลตอบแทนค่อนข้างดีกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับกองทุนที่ลงทุนในหุ้นภูมิภาคเอเชียและจีนของบริษัทอย่างกองทุนเปิดยูโอบี สมาร์ท เอเชีย (UOBSA) ที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 31.73% ขณะที่กองทุนเปิด UOBSGC ให้ผลตอบแทนที่ 35.40%


คำถาม
1. ขายกองทุนราคาเท่าไร
2.หลักเกณฑืในการเลือกลงทุนของกองทุนคืออะไร
3.ผลการดำเนินงานย้อนหลัง3เดือนประมาณเท่าไร