
จัดทำโดย นางสาวปสุตา กลีบทับทิม 5001203037
นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ยูโอบี (ไทย) เปิดเผยว่า กองทุนเปิดยูโอบี สมาร์ท ไฟแนนเชียล ออพพอร์จูนนิตี้ (UOBSFO) ซึ่งไปลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน "United Financials Opportunities" ซึ่งมีนโยบายเน้นลงทุนหลักทรัพย์ตราสารทุน 10-20 หลักทรัพย์ ของสถาบันการเงินระดับโลก เพื่อหาโอกาสทำกำไรจากการฟื้นตัวในอุตสาหกรรมการเงินนั้น
หลังจากก่อนหน้านี้ มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) เคยปรับลดลงไปอยู่ 5 บาท ในช่วงที่ผ่านมามีอัตราผลตอบแทนเติบโตต่อเนื่องโดยปัจจุบัน NAV ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 8 บาทแล้ว ปัจจุบันมีการลงทุนประมาณ 74% ของพอร์ตลงทุน
ทั้งนี้กองทุน UOBSFO ได้เข้าไปลงทุนในหุ้นสหรัฐอเมริกาประมาณ 40.11% สเปน 13.86 % ไอร์แลนด์ 12.62% อังกฤษ 9.78% ซึ่งมีการถือครองเงินสด 23.63% แต่ก็มีการเข้าไปลงทุนอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีกำไรก็จะทำการขายหุ้นออกมาบางส่วน
"ที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐได้ผ่านการทำการทดสอบภาวะวิกฤติ (Stress Test) เป็นจำนวนมาก ส่วนธนาคารพาณิชย์ที่ไม่ผ่านการทดสอบภาวะวิกฤติ ก็ยังสามารถเพิ่มทุนได้ ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ที่ไม่ต้องเพิ่มทุนสามารถไปหาเงินมาคืนรัฐบาลได้"
นอกจากนี้ธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐ ยังตั้งเงินทุนสำรองค่อนข้างสูงด้วย ขณะที่ยุโรปไม่ได้ทำ แต่ตัวเลขเศรษฐกิจในเดือนพ.ค. ที่ผ่านมามีตัวเลขหลายตัวที่ออกมาดีด้วย ซึ่งถือเป็นจังหวะที่ดีในการกลับเข้าไปลงทุนเช่นกัน
นายวนา กล่าวอีกว่า บริษัทเตรียมออกกองทุนเปิด ที่เน้นลงทุนในหุ้นในประเทศภูมิภาคเอเชีย ซึ่งจะเป็นกองทุนที่เข้าไปผลประโยชน์จากภูมิภาคเอเชียในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวกลับมา ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการจัดสัมมนาเพื่อให้ความรู้ และเป็นการปูพื้นฐานให้กับนักลงทุน คาดว่าจะสามารถเปิดขายหน่วยลงทุนครั้งแรก (IPO) ได้ประมาณปลายเดือนส.ค. 2552 นี้ โดยบริษัทมองว่าธนาคารพาณิชย์ในภูมิภาคเอเชียมีความแข็งแกร่งทางเงินทุนสำรอง และมั่นใจมีเงินทุนเพียงพอต่อการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจ
ขณะที่หลักเกณฑ์ในการเลือกเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะเลือกธนาคารพาณิชย์ที่มีการเงินทุนสำรองที่แข็งแกร่ง และมีฐานเงินทุนเพียงพอต่อการรับมือในกรณีที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นมาอีกครั้งได้ นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ในภูมิภาคเอเชียไม่ได้ลงทุนในตราสารประเภท CDO (Collateralized Debt Obligation) ตั้งแต่แรก เนื่องจากเพิ่งผ่านวิกฤติการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมาไม่นานนัก
"ส่วนนักลงทุนที่ซื้อกองทุนเปิดยูโอบี สมาร์ท เกรธเธอร์ไชน่า (UOBSGC) ณ ราคาเปิดขายหน่วยลงทุนครั้งแรกที่ 10 บาท ปัจจุบัน NAV อยู่ประมาณ 5.86 บาท หากไม่มีเวลาดูตลาดควรลงทุนต่อ โดยเชื่อว่ามูลค่าหน่วยลงทุนในอนาคตมีโอกาสปรับลงไม่มาก เนื่องจากในช่วงที่ราคาได้ปรับลงมามากแล้ว"
ดังนั้นหากนักลงทุนขายออกไปแล้ว จะมาจับจังหวะเข้าซื้ออีกครั้งในช่วงที่ราคาสะท้อนกลับไป นักลงทุนอาจจะซื้อไม่ทัน ซึ่งราคาจะขยับขึ้นไปเร็วมาก โดยภายใน 1-2 ปี NAV ของกองทุน UOBSCG น่าจะกลับขึ้นไปที่ 10 บาทได้ หลังจากในช่วงที่ผ่านมาราคาได้หายไปประมาณ 35% โดยระยะสั้นแล้ว นักลงทุนควรรอซื้อเมื่อราคาปรับลงมาดีกว่า
ส่วนผลการดำเนินงานของกองทุนเปิด UOBSFO ณ วันที่ 29 พ.ค. 2552 ย้อนหลัง 3 เดือนให้ผลตอบแทนประมาณ 43.85 % ซึ่งผลตอบแทนค่อนข้างดีกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับกองทุนที่ลงทุนในหุ้นภูมิภาคเอเชียและจีนของบริษัทอย่างกองทุนเปิดยูโอบี สมาร์ท เอเชีย (UOBSA) ที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 31.73% ขณะที่กองทุนเปิด UOBSGC ให้ผลตอบแทนที่ 35.40%
หลังจากก่อนหน้านี้ มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) เคยปรับลดลงไปอยู่ 5 บาท ในช่วงที่ผ่านมามีอัตราผลตอบแทนเติบโตต่อเนื่องโดยปัจจุบัน NAV ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 8 บาทแล้ว ปัจจุบันมีการลงทุนประมาณ 74% ของพอร์ตลงทุน
ทั้งนี้กองทุน UOBSFO ได้เข้าไปลงทุนในหุ้นสหรัฐอเมริกาประมาณ 40.11% สเปน 13.86 % ไอร์แลนด์ 12.62% อังกฤษ 9.78% ซึ่งมีการถือครองเงินสด 23.63% แต่ก็มีการเข้าไปลงทุนอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีกำไรก็จะทำการขายหุ้นออกมาบางส่วน
"ที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐได้ผ่านการทำการทดสอบภาวะวิกฤติ (Stress Test) เป็นจำนวนมาก ส่วนธนาคารพาณิชย์ที่ไม่ผ่านการทดสอบภาวะวิกฤติ ก็ยังสามารถเพิ่มทุนได้ ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ที่ไม่ต้องเพิ่มทุนสามารถไปหาเงินมาคืนรัฐบาลได้"
นอกจากนี้ธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐ ยังตั้งเงินทุนสำรองค่อนข้างสูงด้วย ขณะที่ยุโรปไม่ได้ทำ แต่ตัวเลขเศรษฐกิจในเดือนพ.ค. ที่ผ่านมามีตัวเลขหลายตัวที่ออกมาดีด้วย ซึ่งถือเป็นจังหวะที่ดีในการกลับเข้าไปลงทุนเช่นกัน
นายวนา กล่าวอีกว่า บริษัทเตรียมออกกองทุนเปิด ที่เน้นลงทุนในหุ้นในประเทศภูมิภาคเอเชีย ซึ่งจะเป็นกองทุนที่เข้าไปผลประโยชน์จากภูมิภาคเอเชียในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวกลับมา ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการจัดสัมมนาเพื่อให้ความรู้ และเป็นการปูพื้นฐานให้กับนักลงทุน คาดว่าจะสามารถเปิดขายหน่วยลงทุนครั้งแรก (IPO) ได้ประมาณปลายเดือนส.ค. 2552 นี้ โดยบริษัทมองว่าธนาคารพาณิชย์ในภูมิภาคเอเชียมีความแข็งแกร่งทางเงินทุนสำรอง และมั่นใจมีเงินทุนเพียงพอต่อการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจ
ขณะที่หลักเกณฑ์ในการเลือกเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะเลือกธนาคารพาณิชย์ที่มีการเงินทุนสำรองที่แข็งแกร่ง และมีฐานเงินทุนเพียงพอต่อการรับมือในกรณีที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นมาอีกครั้งได้ นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ในภูมิภาคเอเชียไม่ได้ลงทุนในตราสารประเภท CDO (Collateralized Debt Obligation) ตั้งแต่แรก เนื่องจากเพิ่งผ่านวิกฤติการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมาไม่นานนัก
"ส่วนนักลงทุนที่ซื้อกองทุนเปิดยูโอบี สมาร์ท เกรธเธอร์ไชน่า (UOBSGC) ณ ราคาเปิดขายหน่วยลงทุนครั้งแรกที่ 10 บาท ปัจจุบัน NAV อยู่ประมาณ 5.86 บาท หากไม่มีเวลาดูตลาดควรลงทุนต่อ โดยเชื่อว่ามูลค่าหน่วยลงทุนในอนาคตมีโอกาสปรับลงไม่มาก เนื่องจากในช่วงที่ราคาได้ปรับลงมามากแล้ว"
ดังนั้นหากนักลงทุนขายออกไปแล้ว จะมาจับจังหวะเข้าซื้ออีกครั้งในช่วงที่ราคาสะท้อนกลับไป นักลงทุนอาจจะซื้อไม่ทัน ซึ่งราคาจะขยับขึ้นไปเร็วมาก โดยภายใน 1-2 ปี NAV ของกองทุน UOBSCG น่าจะกลับขึ้นไปที่ 10 บาทได้ หลังจากในช่วงที่ผ่านมาราคาได้หายไปประมาณ 35% โดยระยะสั้นแล้ว นักลงทุนควรรอซื้อเมื่อราคาปรับลงมาดีกว่า
ส่วนผลการดำเนินงานของกองทุนเปิด UOBSFO ณ วันที่ 29 พ.ค. 2552 ย้อนหลัง 3 เดือนให้ผลตอบแทนประมาณ 43.85 % ซึ่งผลตอบแทนค่อนข้างดีกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับกองทุนที่ลงทุนในหุ้นภูมิภาคเอเชียและจีนของบริษัทอย่างกองทุนเปิดยูโอบี สมาร์ท เอเชีย (UOBSA) ที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 31.73% ขณะที่กองทุนเปิด UOBSGC ให้ผลตอบแทนที่ 35.40%
คำถาม
1. ขายกองทุนราคาเท่าไร
2.หลักเกณฑืในการเลือกลงทุนของกองทุนคืออะไร
3.ผลการดำเนินงานย้อนหลัง3เดือนประมาณเท่าไร
คำตอบ
ตอบลบ1.10 บาท
2.จะเลือกธนาคารพาณิชย์ที่มีการเงินทุนสำรองที่แข็งแกร่ง
3.ให้ผลตอบแทนประมาณ 43.85 %
นาย พร้อมวุฒิ บุญเจริญ ID 5001103135